post-image

วิธีเลือกกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองจาก ร้าน brandname มือสอง

การจะเลือกกระเป๋าแบรนด์เนมสักใบมาใช้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และยิ่งเป็นมือสองที่ผ่านการใช้งานมาแล้วยิ่งทำให้ยากเข้าไปใหญ่ เพราะการลงทุนในครั้งนี้จะปังหรือจะพังขึ้นอยู่กับตาของคุรเองล้วนๆ บทความนี้เราจึงมี 4 เทคนิควิธีการเลือกกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองจาก ร้าน brandname มือสองมาฝากคุณสาวๆ กัน  4 เทคนิควิธีการเลือกกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองจาก ร้าน brandname มือสอง  เทคนิควิธีการเลือกกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองจาก ร้าน brandname มือสอง : คุณภาพของวัสดุ  คุณภาพของวัสดุนั้น เป็นสิ่งที่จะกำหนดความทนทานของกระเป๋า และหากคุณเป็นคนหนึ่งที่สัมภาระเยอะมาก ชอบพกของเพื่อไว้ หยิบๆ ใส่ไปไว้กระเป๋าก่อน แบบเหลือดีกว่าขาด ดังนั้น คุณภาพของวัสดุกระเป๋านั้นๆ ก็ควรจะสามารถรับน้ำหนักได้ดีตามไปด้วย   เทคนิควิธีการเลือกกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองจาก ร้าน brandname มือสอง : การออกแบบ  การออกแบบ คือ ความชอบส่วนบุคคล ฉะนั้น ในข้อนี้ไม่ได้สำคัญนัก เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนซื้อชอบแบบไหน ก็ซื้อแบบนั้นไปเลย ไม่ชอบก็ไม่ต้องไปดันทุรังจะมี ก็จบเรื่อง  เทคนิควิธีการเลือกกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองจาก ร้าน brandname มือสอง : ขนาด  กระเป๋าแบรนด์เนมต่างก็มีขนาดแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่กระเป๋าเดินทาง จนถึงกระเป๋าใส่กุญแจ ดังนั้น การเลือกขนาดกระเป๋าให้เหมาะสมกับการใช้งานจึงสำคัญมาก การที่คุณมีของที่จำเป็นต้องพกติดตัวหลายชิ้น แต่อยากประหยัดเงินโดยการซื้อกระเป๋าใบเล็กมา แล้วยัดทุกอย่างลงไป จะทำให้รูปทรงของกระเป๋าเสีย และอายุการใช้งานลดลงได้ ดังนั้น เมื่อจะซื้อกระเป๋า คุณควรจะเลือกขนาดให้เหมาะสม เพื่อที่จะสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  เทคนิควิธีการเลือกกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองจาก ร้าน brandname มือสอง : ราคา  ราคาของกระเป๋า คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะเราทุกคนล้วนอยากได้กระเป๋าแบรนด์เนมมือสองในราคาที่คุ้มค่ากับคุณภาพกันทั้งนั้น ดังนั้น คุณจะต้องดูสภาพการใช้งาน อุปกรณ์เสริมต่างๆ รวมถึงใบรับประกันว่าเป็นของแท้ให้ดี แล้วเปรียบเทียบกันกับราคาที่ผู้ขายได้ตั้งไว้ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่นั่นเอง  และนี่คือ 4 เทคนิควิธีการเลือกกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองจาก ร้าน brandname มือสอง ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ เอาเป็นว่า งานนี้ใครตาดี ใครตาร้ายก็อาจจะของไม่ดีสักหน่อย และที่สำคัย อย่าลืมที่จะจดจำไว้เสมอว่า ของดีไม่จำเป็นต้องแพง และของแพงไม่จำเป็นต้องดี แต่ของที่เหมาะสมกับการใช้งานของคุณนั่นแหละ คือ ดีที่สุดแล้ว 

post-image

ข้อดีของการทำประกันชั้น 1

เมื่อเราเริ่มซื้อรถยนต์ สิ่งที่สำคัญคียงคู่กันมาคือ ความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยของตัวเราเอง หรือจะเป็นทรัพย์สินดังเช่นตัวรถ หรือทรัพย์สินอื่นๆ ที่อยู่ในรถของเรา การทำประกันรถยนต์จึงช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องของการคุ้มครองทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้แก่เราได้ โดยประกันที่มีความครอบคลุมมากที่สุดก็คือ ประกัยรถยนต์ชั้น 1 นั่นเอง โดยวันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จัก ข้อดีของการทำประกันชั้น 1 แม้ว่าราคาประกันชั้น 1 จะสูงแต่ก็มีผู้ใช้รถยนต์ให้ความสนใจจำนวนมาก เพราะสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมสุดๆ นั่นเอง   1.คุ้มครองใครบ้าง  ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองครอบคลุมและกว้างกวางมาก เพราะไม่ได้คุ้มครองแค่ผู้เอาประกันเพียงอย่างเดียว แต่ในกรณีเกิดอุบัติเหตุยังคุ้มครองคู่กรณี และผู้ใช้ยานพาหนะอื่นๆบนท้องถนนเดียวกัน เช่นรถมอเตอร์ไซค์ที่อยู่ข้างเคียง หรือรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังคุ้มครองไปถึงผู้ที่เดินบนทางเท้าที่ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นด้วย   2.คุ้มครองกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด   2.1 ไฟไหม้   ไฟที่ลุกลามจนเกิดความเสียหายต่อตัวรถของเรานั้นหากยังพอซ่อมแซมได้ บริษัทประกันก็จะจ่ายชดเชยค่าเสียหาย ค่าซ่อมรถให้แก่ผู้เอาประกัน แต่ในกรณีของรถที่เสียหายเกินกว่า 70% ถ้าไม่สามารถซ่อมได้ บริษัทจะทำการยึดซากรถของเรา และจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามในเงื่อนไขที่เราตกลงไว้กับทางบริษัท   2.2 น้ำท่วม   น้ำท่วมมีการคุ้มครองคล้ายในกรณีไฟไฟม้เลยค่ะ หากน้ำเข้ารถ และมีความเสียหายค่อนข้างเยอะกว่า 70% บริษัทก็จะยึดซากรถและจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่เรา ส่วนในกรณีที่นำรถไปซ่อมก็จะจ่ายค่าซ่อมตามในเงื่อนไข   2.3 คุ้มครองกรณีโจรกรรม   บริษัทจะทำการจ่ายชดเชยค่าเสียหายตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์   ข้อดีของการทำประกันชั้น 1 ถือว่ามีประโยชน์ครอบคลุมมากๆเลยใช่ไหมคะ แต่ข้อแนะนำคือก่อนที่ทุกคนจะตัดสินใจทำประกัน เราอยากให้ทุกคนลองเปรียบเทียบราคาประกันชั้น 1 ของแต่ละบริษัทก่อนเพื่อให้เราแน่ใจว่าราคาประกันชั้น 1 ของบริษัทที่เราเลือกนั้นคุ้มค่าจริงๆ นอกจากนี้อยากให้เช็คสิทธิประโยชน์อื่นๆเพิ่มเติมด้วยนะคะ เพื่อเป็นแนวทางในการเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจทำประกัน ให้ทุกคนได้ประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่คุ้มค่า คุ้มราคาและคุ้มครองทั้งชีวิตและทรัพย์สินของเราอย่างแท้จริงค่ะ  

post-image

เพลงลูกทุ่งอีสานกับการครองใจแรงงานทั้งประเทศมาหลายทศวรรษ

เพลงที่ถือได้ว่ายอดนิยมที่สุดในประเทศไทย คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคือเพลงลูกทุ่งแนวอีสาน ที่ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยก็ยังได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเสมอ ถือว่าเป็นแนวเพลงที่เข้าถึงคนหมู่มากในประเทศเลยก็ว่าได้ ด้วยเนื้อเพลงที่มีความเป็นภาษาถิ่น และเนื้อหาที่เข้าใจชนชั้นแรงงาน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศ นั่นทำให้เพลงลูกทุ่งอีสานเข้าไปอยู่ในดวงใจของใครหลายๆคน เพลงลูกทุ่งคือเพลงที่สะท้อนเรื่องราววิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของไทย โดยจะมีรูปแบบการร้อง และทำนองดนตรีที่ฟังง่าย ให้กลิ่นอายของความเป็นพื้นถิ่น เรียกว่าความเป็นลูกทุ่ง ซึ่งเพลงแนวนี้อยู่คู่กับคนไทยมาเกือบศตวรรษ ช่วงที่ถือได้ว่าเป็นยุคทองของลูกทุ่งเลยก็คือช่วงปีพ.ศ. 2506-2513 หรือจะเป็นในปีพ.ศ. 2516 ที่เพลงลูกทุ่งเพื่อชีวิตเริ่มเข้ามามีกระแส ท่ามกลางเหตุการณ์ทางการเมืองอย่าง 14 ตุลา ในปีเดียวกันนั้นเอง ต่อมาในปีพ.ศ. 2520-2528 วงการเพลงลูกทุ่งเริ่มเข้าสู่ทุนนิยมมากยิ่งขึ้น โดยมีการตั้งค่ายเพลง การเดินสายของคณะลูกทุ่งต่างๆ หรือรวมไปถึงการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งอีกด้วย โดยเพลงลูกทุ่งเหล่านี้มีอิทธิพลกับคนในประเทศค่อนข้างมากพอสมควร เห็นได้จากความนิยมอย่างไม่ลดละตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นักร้องลูกทุ่งเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีเพลงฮิตที่ยังคงติดหูคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน อาทิ ราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่เพลงของเธอถูกนำมาร้องและใช้ในการประกวดอยู่บอยครั้ง แม้กระทั่งในปัจจุบันเองก็ตาม กระแสเพลงลูกทุ่งที่ไม่เคยหายไปนี้ และยังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่แล้วคงไม่พ้นเพลงลูกทุ่งแนวอีสาน ที่เหมือนจะจับใจชนชั้นแรงงานที่เข้ามาทำงานในเมืองกรุงได้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่ที่เข้ามาในเมืองหลวงคือคนจากภาคอีสาน ด้วยสภาพอากาศและสภาพภูมิประเทศที่ไม่เอื้อต่อการทำการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทยมากนัก ทางเลือกที่จะเข้ามาหาความก้าวหน้าในเมืองย่อมเป็นหนทางที่ดีกว่า เพลงลูกทุ่งอีสานถือว่าเป็นเพื่อนใจของคนกลุ่มนี้ ด้วยภาษาและสำเนียงที่ทำให้นึกถึงบ้านเกิด ด้วยตัวนักร้องที่เป็นคนอีสานเหมือนกัน อาทิ ไมค์ ภิรมย์พร, ไผ่ พงศธรและตั๊กแตน ชลดา

post-image

อะไรทำให้ K-Pop ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด และต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 21 มานี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าวงการบันเทิงที่ทรงอิทธิพลในเอเชียนั้นคือวงการบันเทิงประเทศเกาหลีใต้ ทั้งซีรี่ส์และเพลงแนว K-Pop ที่โด่งดังไปทั่วทั้งเอเชีย หรืออาจจะรวมไปถึงการมีชื่อเสียงในระดับโลกด้วยเช่นกัน อะไรทำให้วัฒนธรรม K-Pop เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และมีชื่อเสียงเป็นระยะเวลายาวนานนับทศวรรษ จนเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีใต้ ในคริสต์ศตวรรษที่ 1990 วงที่ใช้ชื่อว่า Seo Taiji and Boys ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการบันเทิงเกาหลีเป็นอย่างมาก เนื่องจากแนวเพลงแต่เดิมของเกาหลีนั้นมักพูดถึงเรื่องชาตินิยม แต่วงฮิปฮอปกลุ่มนี้กลับมีเนื้อหาของเพลงและแนวเพลงที่ค่อนข้างแหกคอก ยิ่งไปกว่านั้นยังได้รับความนิยมอย่างสูงสุดในประเทศอีกด้วย แนวทางของ Seo Taiji and Boys จะเป็นแบบตะวันตก คือการแต่งตัวแบบตะวันตก มีการร้องแร็ป มีการเต้นบีบอย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในวงการเพลงเกาหลีมาก่อน สไตล์ของ Seo Taiji and Boys นี้กลายเป็นแนวทางให้วงการเพลงเกาหลีในเวลาต่อมา SM Entertainment ที่นำโดยนาย Lee Soo-man ได้ริเริ่มแนวคิดเรื่องการทำให้อุตสาหกรรมเพลงเกาหลีใต้กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม โดยที่ร่วมมือกับรัฐบาลเกาหลี ที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศขณะนั้น โดยบริษัทค่ายเพลยักษ์ใหญ่ต่างๆก็หันมาร่วมมือและใช้สูตรสำเร็จนี้ในการสร้างศิลปิน การปั้นวงขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสมาชิก คาแรกเตอร์ของสมาชิกในวงที่ทำหน้าที่แตกต่างกันออกไปทั้งร้องและเต้น หรือแม้กระทั่งแร็ป และสูตรสำเร็จในการสร้างศิลปินนี้ก็ได้ทำให้วงการ

post-image

เพลงโฟล์คซองภาคเหนือที่กลับมามีกระแสอีกครั้ง

ในช่วง 1-2 ปี อีกหนึ่งแนวเพลงที่กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งคงไม่พ้นแนวเพลงแบบโฟล์คซองของภาคเหนือ เมื่อเพลง “แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร” ของเขียนไขและวานิช ได้รับกระแสตอบรับที่ดี และเป็นไวรัลไปทั่วทั้งประเทศ จนเกิดการคัฟเวอร์มากมายหลากหลายเวอร์ชั่น ถือเป็นการกลับมาของกระแสเพลงแนวโฟล์คซองนี้อีกครั้ง หลังจากห่างหายไปหลายทศวรรษ โฟล์คซองภาคเหนือนั้นเคยได้รับความนิยมอย่างสูงสุดในช่วงทศวรรษที่ 2520 โดยศิลปินที่ได้รับความนิยมอย่างสูงก็คือจรัล มโนเพ็ชร ที่มีเพลงฮิตติดหูมากมาย อาทิ ปี่สาวครับ, อุ้ยคำ, รางวัลแต่คนช่างฝัน, สาวเชียงใหม่, น้อยใจยา ฯลฯ จรัลถือได้ว่าเป็นราชาโฟล์คซองคำเมืองเลยก็ว่าได้ ด้วยการใช้คำเมือง หรือภาษาเหนือในการเขียนเนื้อเพลง และการใช้ทำนองแนวโฟล์คพื้นเมืองภาคเหนือ ที่จะเป็นสไตล์สบายๆ ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย ได้กลิ่นอายของความเป็นภาคเหนือ บวกกับการใช้ภาษาที่งดงามในการเขียนเพลง ทำให้จรัล มโนเพ็ชร ได้รับความนิยมอย่างสูง นอกจากนั้นการเลือกใช้เครื่องดนตรีของจรัลยังแตกต่างกับการใช้เครื่องดนตรีพื้นเมืองเหนือแบบศิลปินยุคเก่า นั่นก็คือการใช้กีตาร์และแมนโดลินมาแทนเสียงซึง ใช้ขลุ่ยฝรั่งแทนขลุ่ยไทย และจรัลยังใช้เครื่องดนตรีสมัยใหม่ในการบรรเลงเพลงแบบเดิมให้เกิดความลงตัว นอกจากจรัล มโนเพ็ชร ยังมีศิลปินที่ใช้เพลงโฟล์คในการสื่อสารและได้รับความนิยมอย่างมากในยุคต่อมาเช่นกัน อาทิ ลานนา คัมมินส์ บุตรสาวของสุนทรี เวชานนท์ ที่เคยทำงานร่วมกันกับจรัล มโนเพ็ชร มาก่อน ลานนาเป็นหนึ่งในศิลปินแนวโฟล์คซองภาคเหนือที่ประสบความสำเร็จอย่างมาในปีพ.ศ. 2547-2550 โดยมีเพลงฮิตอย่าง ไว้ใจได้กา หลังจากนั้นกระแสเพลงต่างๆในประเทศไทยก็ได้เปลี่ยนไปตามยุคสมัย